วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552

เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer)

เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ มีสมรรถภาพที่ต่ำกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์มาก แต่ยังมีความเร็วสูง และมีประสิทธิภาพสูงกว่ามินิคอมพิวเตอร์หรือไมโครคอมพิวเตอร์ เมนเฟรมคอมพิวเตอร์สามารถให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายร้อยคนพร้อม ๆ กัน ฉะนั้น จึงสามารถใช้โปรแกรมจำนวนนับร้อยแบบในเวลาเดียวกันได้ โดยเฉพาะถ้าต่อเครื่องเข้าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถใช้ได้จากทั่วโลก ปัจจุบัน องค์กรใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ในการทำบัญชีลูกค้า หรือการให้บริการจากเครื่องฝากและถอนเงินแบบอัตโนมัติ (automatic teller machine) เนื่องจากเครื่องเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้ถูกใช้งานมากในการบริการผู้ใช้พร้อม ๆ กัน เมนเฟรมคอมพิวเตอร์จึงต้องมีหน่วยความจำที่ใหญ่มาก

ประวัติของคอมพิวเตอร์

เป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดลงไปว่าอุปกรณ์ใดจัดเป็นคอมพิวเตอร์ยุคแรก ๆ เพราะคำว่า "คอมพิวเตอร์" เองก็มีการตีความเปลี่ยนไปมาอยู่เสมอ แต่จุดเริ่มของคำนี้หมายถึงคนที่ทำหน้าที่เป็นนักคำนวณในสมัยนั้น
ช่วงปี ค.ศ. 1930 ถึงช่วงปี ค.ศ. 1940 เป็นช่วงที่โลกได้มีคอมพิวเตอร์ที่สามารถโปรแกรมได้และคำนวณผลลัพธ์ได้มีประสิทธิภาพจริง แต่เป็นการยากที่จะตัดสินได้ว่าคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกENIAC (Electronics Numerical Integrator and Computer) เกิดขึ้นในปี1946 และประดิษฐ์โดย จอห์น ดับลิว มอชลีย์ (John W. Mauchly) และ เจ เพรสเพอร์ เอคเกิรต (J. Prespern Eckert) ทำงานโดยใช้หลอดสุญญากาศจำนวน 18,000 หลอด มีน้ำหนัก 30 ตัน ใช้เนื้อที่ห้อง 15,000 ตารางฟุต เวลาทำงานต้องใช้กำลังไฟถึง 140 กิโลวัตต์ คำนวณในระบบเลขฐานสิบ
ค.ศ. 1941 เป็นครั้งแรกที่โลกได้มีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่สามารถตั้งโปรแกรมได้อย่างอิสระ ผู้พัฒนาคือ Konrad Zuse และชื่อคอมพิวเตอร์คือ Z1 Computer
ค.ศ. 1941 จอห์น อตานาซอฟฟ์ และ คลิฟฟอร์ด เบอร์รี ที่ มหาวิทยาลัยไอโอวาสเตต ได้ร่วมกันสร้าง คอมพิวเตอร์ อตานาซอฟฟ์-เบอร์รี ซึ่งสามารถประมวลผลเลขฐานสอง
ค.ศ. 1944 John Presper Eckert และ John W. Mauchly ได้ร่วมกันสร้างอีนิแอก ซึ่งใช้หลอดสูญญากาศจำนวน 20,000 หลอด เพื่อสร้างหน่วยประมวลผล และถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกสำหรับการใช้งานทั่วไป โดยมีการประมวลผลแบบทศนิยม โดยหากต้องการตั้งโปรแกรมจะต้องต่อสายเชื่อมต่อเครื่องอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด
ค.ศ. 1948 Frederic Williams และ Tom Kilburn สร้างคอมพิวเตอร์ที่ใช้ หลอดรังสีคาโทด เป็นหน่วยความจำ
ค.ศ. 1947 ถึง 1948 John Bardeen, Walter Brattain และ Wiliam Shockley สร้างคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทราสซิสเตอร์ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่สำคัญ
ค.ศ. 1951 John Presper Eckert และ John W. Mauchly ได้พัฒนา UNIVAC Computer ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีการขาย
ค.ศ. 1953 ไอบีเอ็ม (IBM) ออกจำหน่าย EDPM เป็นครั้งแรก และเป็นก้าวแรกของไอบีเอ็มในธุรกิจคอมพิวเตอร์
ค.ศ. 1954 John Backus และ IBM ร่วมกันสร้างภาษาคอมพิวเตอร์ชื่อ FORTRAN ซึ่งเป็นภาษาระดับสูง (high level programming language) ภาษาแรกในประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์
ค.ศ. 1955 (ใช้จริง ค.ศ. 1959) สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด, ธนาคารแห่งชาติอเมริกา, และ บริษัทเจเนอรัลอิเล็กทริก ร่วมกันสร้าง ERMA และ MICR ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกในธุรกิจธนาคาร
ค.ศ. 1958 Jack Kilby และ Robert Noyce เป็นผู้สร้าง Integrated Circuit หรือ ชิป(Chip) เป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1962 สตีฟ รัสเซลล์ และ เอ็มไอที ได้พัฒนาเกมคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรกของโลกชื่อว่า "Spacewar"
ค.ศ. 1964 Douglas Engelbart เป็นผู้ประดิษฐ์เมาส์ และ ระบบปฏิบัติการแบบวินโดวส์
ค.ศ. 1969 เป็นปีที่กำเนิด ARPAnet ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต
ค.ศ. 1970 อินเทล พัฒนาหน่วยความจำชั่วคราวของคอมพิวเตอร์หรือ RAM เป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1971 Faggin, Hoff และ Mazor พัฒนาไมโครโปรเซสเซอร์ตัวแรกของโลกให้อินเทล (Intel)
ค.ศ. 1971 Alan Shugart และ IBM พัฒนา ฟลอปปี้ดิสก์ เป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1973 Robert Metcalfe และ Xerox ได้พัฒนาระบบอีเทอร์เน็ต (Ethernet) สำหรับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ค.ศ. 1974 ถึง ค.ศ. 1975 Scelbi และ Mark-8 Altair และ IBM ร่วมกันวางจำหน่ายคอมพิวเตอร์สำหรับผู้ใช้รายย่อยเป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1976 ถึง ค.ศ. 1977 ถือกำเนิด Apple I, II และ TRS-80 และ Commodore Pet Computers ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่นแรกๆ ของโลก
ค.ศ. 1981 ไมโครซอฟท์ วางจำหนาย MS-DOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมที่สุดในช่วงนั้น
ค.ศ. 1983 บริษัทแอปเปิล ออกคอมพิวเตอร์รุ่น Apple Lisa ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์รุ่นแรกที่ใช้ระบบ GUI
ค.ศ. 1984 บริษัทแอปเปิล วางจำหน่ายคอมพิวเตอร์รุ่น แอปเปิล แมคอินทอช ซึ่งทำให้มีการใช้คอมพิวเตอร์อย่างกว้างขวาง
ค.ศ. 1985 ไมโครซอฟท์ วางจำหน่าย ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ เป็นครั้งแรก

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วงจรขนาน

วงจรขนาน เป็นการนำเอาต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกๆ ตัวมาต่อรวมกัน และต่อเข้ากับแหล่งกำเนิดที่จุดหนึ่ง นำปลายสายของทุกๆ ตัวมาต่อรวมกันและนำไปต่อกับแหล่งกำเนิดอีกจุดหนึ่งที่เหลือ ซึ่งเมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละอันต่อเรียบร้อยแล้วจะกลายเป็นวงจรย่อย กระแสไฟฟ้าที่ไหลจะสามารถไหลได้หลายทางขึ้นอยู่กับตัวของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำมาต่อขนานกัน ถ้าเกิดในวงจรมีเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวหนึ่งขาดหรือเปิดวงจร เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสามารถทำงานได้ ในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยปัจจุบันจะเป็นการต่อวงจรแบบนี้ทั้งสิ้น

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

วงจรพัลส์

คำอธิบายรายวิชา ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับ รูปร่างสัญญาณไฟฟ้า ค่าพรารามิเตอร์ วงจรแปลงรูปสัญญาณดิฟเฟอร์เรนดิเอเตอร์ อินดิเกรเตอร์ คลิปเปอร์ แคลมเปอร์ ทรานซิลเตอร์สวิต สมิททริกเกอร์ มัลติไวเบรเตอร์ ฟลิปฟลอบ แบบต่าง ๆ การกำหนดสัญญาณ เกตต่าง ๆ หน่วยความจำ ระบบตัวเลข การลดรูป คณิตศาสตร์ทางลอจิก การเข้ารหัส การถอดรหัส การนับ การแสดงผล ไดอะแกรมต่าง ๆ ประกอบและทดสอบวงจรต่าง ๆ ในงานพัลส์และดิจิตอล เช่น วงจร Matrix 3 CHANNEL วงจรแปลงรูปสัญญาณ SQUARE/RAM วงจรแคลมเปอร์ ทรานซิสเตอร์สวิต มัลติไวเบรเตอร์ ไทม์เมอร์ วงจรนับ วงจรกำเนิดสัญญาณ

ราคา ชุดมิกเซอร์

รวม ราคา YAMAHA Mixer มิกเซอร์ หรือ เครื่องผสมสัญญาณเสียง มิกเซอร์ yamaha mixer ยังสามารถ นำแหล่งเสียง เช่น เครื่องเล่น ipod (ไอพอด) iPhone, เครื่องเล่น MP3, MP4 player, Computer, มาต่อที่ ช่อง RCA input ของ มิกเซอร์ได้ (Yamaha Mixer) มิกเซอร์ยามาฮ่า เครื่อง เสียง yamaha mixer yamaha mg yamaha power amp
View : ListTableThumb Sort : 1 - 1010 - 1A - ZZ - A฿1 - ฿10฿10 - ฿1
1 2 3 [ถัดไป]
พบสินค้า 23 รายการ
view
รหัส : MG102CYAMAHA MG102C
มิกเชอร์ 10 Input (2 Mono + 4 Stereo) Stereo Out 2 Aux 2 Return 3 Band EQ 2 Channal Compressors Mixer
ราคา: 7,300.00 บาท
พิเศษ: 6,200.00 บาท
จำนวน : Unit
function functionaddtocart3091() {
if (document.form3091.pstatus.value == "soldout") {
alert("สินค้าหมด");
return false;
}
if (document.form3091.Quantity.value == "" isNaN(document.form3091.Quantity.value) == true) {
alert("กรุณาระบุ จำนวน เป็นตัวเลข");
form3091.Quantity.focus();
return false;
}
}

view
รหัส : MG82CXYAMAHA MG82CX
มิกเซอร์ 8 Input (4 Mono + 2 Stereo) Stereo Out 2 Aux 16 Digital Effect Foot Switch On/Off EFX 2 Channel Compressors (Yamaha Mixer)
ราคา: 10,000.00 บาท
พิเศษ: 7,800.00 บาท
จำนวน : Unit
function functionaddtocart3093() {
if (document.form3093.pstatus.value == "soldout") {
alert("สินค้าหมด");
return false;
}
if (document.form3093.Quantity.value == "" isNaN(document.form3093.Quantity.value) == true) {
alert("กรุณาระบุ จำนวน เป็นตัวเลข");
form3093.Quantity.focus();
return false;
}
}

view
รหัส : MG124CYAMAHA MG124C
มิกเชอร์ 12 Input (4 Mono + 4 Stereo), Stereo Out , 2 Group Out, 2 Aux, 4 Channel Compressors Mixer
ราคา: 13,000.00 บาท
พิเศษ: 11,000.00 บาท
จำนวน : Unit
function functionaddtocart3092() {
if (document.form3092.pstatus.value == "soldout") {
alert("สินค้าหมด");
return false;
}
if (document.form3092.Quantity.value == "" isNaN(document.form3092.Quantity.value) == true) {
alert("กรุณาระบุ จำนวน เป็นตัวเลข");
form3092.Quantity.focus();
return false;
}
}

view
รหัส : MG124CXYAMAHA MG124CX
มิกเซอร์ 12 ช่องพร้อมเอ็ฟแฟค12 Input (6 Mono + 3 Stereo), Stereo Out, 2 Group Out, 1 Aux, 16 Digital Effect, 4 Channel Compressors (Mixer YAMAHA)
ราคา: 17,000.00 บาท
พิเศษ: 13,900.00 บาท
จำนวน : Unit
function functionaddtocart3094() {
if (document.form3094.pstatus.value == "soldout") {
alert("สินค้าหมด");
return false;
}
if (document.form3094.Quantity.value == "" isNaN(document.form3094.Quantity.value) == true) {
alert("กรุณาระบุ จำนวน เป็นตัวเลข");
form3094.Quantity.focus();
return false;
}
}

view
รหัส : MG166CYAMAHA MG166C
มิกเชอร์ 16 Input (8 Mono + 4 Stereo), Stereo Out, 4 Group Out, 3 Aux, 6 Channel Compressors Mixer
ราคา: 21,000.00 บาท
พิเศษ: 17,500.00 บาท
จำนวน : Unit
function functionaddtocart8287() {
if (document.form8287.pstatus.value == "soldout") {
alert("สินค้าหมด");
return false;
}
if (document.form8287.Quantity.value == "" isNaN(document.form8287.Quantity.value) == true) {
alert("กรุณาระบุ จำนวน เป็นตัวเลข");
form8287.Quantity.focus();
return false;
}
}

view
รหัส : MG166CXYAMAHA MG166CX
มิกเชอร์ 16 Input (8 Mono + 4 Stereo), Stereo Out , 4 Group Out, 2 Aux, 16 Digital Effect, 6 Channel Compressors , Mixer
ราคา: 25,000.00 บาท
พิเศษ: 21,000.00 บาท
จำนวน : Unit
function functionaddtocart8286() {
if (document.form8286.pstatus.value == "soldout") {
alert("สินค้าหมด");
return false;
}
if (document.form8286.Quantity.value == "" isNaN(document.form8286.Quantity.value) == true) {
alert("กรุณาระบุ จำนวน เป็นตัวเลข");
form8286.Quantity.focus();
return false;
}
}

view
รหัส : MG166C-USBYAMAHA MG166C-USB
มิกเชอร์ 16 Input (8 Mono + 4 Stereo), Stereo Out, 4 Group Out, 3 Aux, 6 Channel Compressors, USB-B Mixer
ราคา: 24,500.00 บาท
พิเศษ: 20,500.00 บาท
จำนวน : Unit
function functionaddtocart8285() {
if (document.form8285.pstatus.value == "soldout") {
alert("สินค้าหมด");
return false;
}
if (document.form8285.Quantity.value == "" isNaN(document.form8285.Quantity.value) == true) {
alert("กรุณาระบุ จำนวน เป็นตัวเลข");
form8285.Quantity.focus();
return false;
}
}

view
รหัส : MG166CX-USBYAMAHA MG166CX-USB
มิกเชอร์ 16 Input (8 Mono + 4 Stereo), Stereo Out, 4 Group Out, 2 Aux, 16 Digital Effect, 6 Channel Compressors, USB-B Mixer
ราคา: 27,500.00 บาท
พิเศษ: 23,000.00 บาท
จำนวน : Unit
function functionaddtocart8284() {
if (document.form8284.pstatus.value == "soldout") {
alert("สินค้าหมด");
return false;
}
if (document.form8284.Quantity.value == "" isNaN(document.form8284.Quantity.value) == true) {
alert("กรุณาระบุ จำนวน เป็นตัวเลข");
form8284.Quantity.focus();
return false;
}
}

view
รหัส : MG206CYAMAHA MG206C
มิกเชอร์ 20 Input (12 Mono + 4 Stereo), Stereo Out, 4 Group Out, 4 Aux, 3 Band EQ, 8 Channel Compressors Mixer
ราคา: 33,000.00 บาท
พิเศษ: 27,500.00 บาท
จำนวน : Unit
function functionaddtocart8283() {
if (document.form8283.pstatus.value == "soldout") {
alert("สินค้าหมด");
return false;
}
if (document.form8283.Quantity.value == "" isNaN(document.form8283.Quantity.value) == true) {
alert("กรุณาระบุ จำนวน เป็นตัวเลข");
form8283.Quantity.focus();
return false;
}
}

view
รหัส : MG206C-USBYAMAHA MG206C-USB
20 Input (12 Mono + 4 Stereo), Stereo Out, 4 Group Out, 4 Aux, 3 Band EQ., 8 Channel Compressors, USB-B
ราคา: 36,000.00 บาท
พิเศษ: 29,900.00 บาท
จำนวน : Unit
function functionaddtocart8282() {
if (document.form8282.pstatus.value == "soldout") {
alert("สินค้าหมด");
return false;
}
if (document.form8282.Quantity.value == "" isNaN(document.form8282.Quantity.value) == true) {
alert("กรุณาระบุ จำนวน เป็นตัวเลข");
form8282.Quantity.focus();
return false;
}
}

1 2 3 [ถัดไป]

คอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ (อังกฤษ: computer นิยมอ่านในภาษาไทยว่า คอม-พิ้ว-เต้อ) คือ เครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีความสามารถในการคำนวณอัตโนมัติตามคำสั่ง ส่วนที่ใช้ประมวลผลเรียกว่าหน่วยประมวลผล ชุดของคำสั่งที่ระบุขั้นตอนการคำนวณเรียกว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นอาจเป็นได้ทั้ง ตัวเลข ข้อความ รูปภาพ เสียง หรืออยู่ในรูปอื่น ๆ อีกมากมาย
ลักษณะทางกายภาพของคอมพิวเตอร์นั้นมีหลากหลาย มีทั้งขนาดที่ใหญ่มากจนต้องใช้ห้องทั้งห้องในการบรรจุ และขนาดเล็กจนวางได้บนฝ่ามือ การจัดแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์สามารถจัดแบ่งได้ตามขนาดทางกายภาพเป็นสำคัญ ซึ่งมักจะแปลผันกับประสิทธิภาพความเร็วในการประมวลผล โดยขนาดคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเรียกว่า ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ใช้กับการคำนวณผลทางวิทยาศาสตร์ ขนาดรองลงมาเรียกว่า เมนเฟรม มักใชัในบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องมีการประมวลผลธุรกรรมทางธุรกิจจำนวนมากๆ สำหรับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้ในระดับบุคคลเรียกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่พกพาได้เรียกว่า คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ส่วนคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถวางบนฝ่ามือได้เรียกว่า พีดีเอ อย่างไรก็ตามคอมพิวเตอร์มีใช้กันอย่างกว้างขวางมาก ซึ่งมีอุปกรณ์หลายๆชนิดได้นำคอมพิวเตอร์ไปใช้เป็นกลไกหลักในการทำงาน เช่น กล้องดิจิทัล เครื่องเล่นเอ็มพีสาม หรือในรถยนต์เองก็มีคอมพิวเตอร์ที่ใช้ช่วยในการตรวจสอบระบบการทำงานของเครื่องยนต์
ประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์โดยรวมแล้ววัดกันที่ความเร็วการประมวลผล ซึ่งตามกฏของมัวร์ (Moore's Law) คอมพิวเตอร์จะเพิ่มประสิทธิภาพเป็นเท่าทวีคูณในทุกปีn

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

วงจรไฟฟ้า

วงจรไฟฟ้า
วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยัง แหล่งกำเนิดเดิม
วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ
1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่
2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า
3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด สวิตซ์ไฟฟ้านั้นเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้า มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานให้มีความสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ถ้าไม่มีสวิตซ์ไฟฟ้าก็จะไม่มีผลต่อการทำงานวงจรไฟฟ้าใดๆ เลย
การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ
1. วงจรอนุกรม เป็นการนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงาน
คุณสมบัติที่สำคัญของวงจรอนุกรม
1. กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านเท่ากันตลอดวงจร
2. แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมส่วนต่างๆ ของวงจร เมื่อนำมารวมกันแล้วจะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่แหล่งกำเนิด
3. ความต้านทานรวมของวงจร จะมีค่าเท่ากับผลรวมของความต้านทานแต่ละตัวในวงจรรวมกัน
2. วงจรขนาน เป็นการนำเอาต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกๆ ตัวมาต่อรวมกัน และต่อเข้ากับแหล่งกำเนิดที่จุดหนึ่ง นำปลายสายของทุกๆ ตัวมาต่อรวมกันและนำไปต่อกับแหล่งกำเนิดอีกจุดหนึ่งที่เหลือ ซึ่งเมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละอันต่อเรียบร้อยแล้วจะกลายเป็นวงจรย่อย กระแสไฟฟ้าที่ไหลจะสามารถไหลได้หลายทางขึ้นอยู่กับตัวของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำมาต่อขนานกัน ถ้าเกิดในวงจรมีเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวหนึ่งขาดหรือเปิดวงจร เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสามารถทำงานได้ ในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยปัจจุบันจะเป็นการต่อวงจรแบบนี้ทั้งสิ้น
คุณสมบัติที่สำคัญของวงจรขนาน
1. กระแสไฟฟ้ารวมของวงจรขนาน จะมีค่าเท่ากับกระแสไฟฟ้าย่อยที่ไหลในแต่ละสาขาของวงจรรวมกัน
2. แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมส่วนต่างๆ ของวงจร จะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่แหล่งกำเนิด
3. ความต้านทานรวมของวงจร จะมีค่าน้อยกว่าความต้านทานตัวที่น้อยที่สุดที่ต่ออยู่ในวงจร
3. วงจรผสม เป็นวงจรที่นำเอาวิธีการต่อแบบอนุกรม และวิธีการต่อแบบขนานมารวมให้เป็นวงจรเดียวกัน ซึ่งสามารถแบ่งตามลักษณะของการต่อได้ 2 ลักษณะดังนี้
3.1 วงจรผสมแบบอนุกรม-ขนาน เป็นการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดไปต่อกันอย่างอนุกรมก่อน แล้วจึงนำไปต่อกันแบบขนานอีกครั้งหนึ่ง
3.2 วงจรผสมแบบขนาน-อนุกรม เป็นการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดไปต่อกันอย่างขนานก่อน แล้วจึงนำไปต่อกันแบบอนุกรมอีกครั้งหนึ่ง
คุณสมบัติที่สำคัญของวงจรผสม
เป็นการนำเอาคุณสมบัติของวงจรอนุกรม และคุณสมบัติของวงจรขนานมารวมกัน ซึ่งหมายความว่าถ้าตำแหน่งที่มีการต่อแบบอนุกรม ก็เอาคุณสมบัติ ของวงจรการต่ออนุกรมมาพิจารณา ตำแหน่งใดที่มีการต่อแบบขนาน ก็เอาคุณสมบัติของวงจรการต่อขนานมาพิจารณาไปทีละขั้นตอน
ความแตกต่างของวงจรเปิด-วงจรปิด
1. วงจรเปิด คือวงจรที่กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ครบวงจร ซึ่งเป็นผลทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ในวงจรไม่สามารถจ่ายพลังงานออกมาได้ สาเหตุของวงจรเปิดอาจเกิดจากสายหลุด สายขาด สายหลวม สวิตซ์ไม่ต่อวงจร หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด เป็นต้น
2. วงจรปิด คือวงจรที่กระแสไฟฟ้าไหลได้ครบวงจร ทำให้โหลดหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ในวงจรนั้นๆ ทำงาน
ความหมายทางไฟฟ้า
1. แรงดันไฟฟ้า หรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า หมายถึงแรงที่ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านความต้านทานของวงจรไปได้ ใช้แทนด้วยตัว E มีหน่วยวัดเป็น โวลท์ (V)
2. กระแสไฟฟ้า หมายถึงการเคลื่อนที่ของอิเล็คตรอนอิสระจากอะตอมหนึ่งไปยังอะตอมหนึ่ง จะไหลมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความต้านทานของวงจร ใช้แทนด้วยตัว I มีหน่วยวัดเป็นแอมแปร์ (A)
3. ความต้านทานไฟฟ้า หมายถึงตัวที่ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าให้ไหลในจำนวนจำกัด ซึ่ง อยู่ในรูปของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด เช่น แผ่นลวดความร้อนของเตารีด หม้อหุงข้าว หลอดไฟฟ้า เป็นต้น เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าให้ไหลในจำนวนจำกัด ใช้แทนด้วยตัว R มีหน่วยวัดเป็นโอห์ม (W )
4. กำลังงานไฟฟ้า หมายถึงอัตราการเปลี่ยนแปลงพลังงาน หรืออัตราการทำงาน ได้จากผลคูณของแรงดันไฟฟ้ากับกระแสไฟฟ้า ใช้แทนด้วยตัว P มีหน่วยวัดเป็นวัตต์ (W)
5. พลังงานไฟฟ้า หมายถึงกำลังไฟฟ้าที่นำไปใช้ในระยะเวลาหนึ่ง มีหน่วยวัดเป็นวัตต์ชั่วโมง (Wh) หรือยูนิต ใช้แทนด้วยตัว W
6. ไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟฟ้าช็อต หมายถึงการที่ไฟฟ้าไหลผ่านจากสายไฟฟ้าเส้นหนึ่งไปยังอีกเส้นหนึ่ง โดยไม่ผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดใดๆ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากฉนวนของสายไฟฟ้าชำรุด และมาสัมผัสกันจึงมีความร้อนสูง มีประกายไฟ ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ถ้าบริเวณนั้นมีวัสดุไวไฟ
7. ไฟฟ้าดูด หมายถึงการที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกาย ซึ่งจะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หัวใจทำงานผิดจังหวะ เต้นอ่อนลงจนหยุดเต้น และเสียชีวิตในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามความรุนแรงของอันตรายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของกระแส เวลาและเส้นทางที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน
8. ไฟฟ้ารั่ว หมายถึงสายไฟฟ้าเส้นที่มีไฟจะไหลไปสู่ส่วนที่เป็นโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้าถ้าไม่มีสายดินก็จะทำให้ได้รับอันตรายแต่ถ้ามีสายดินก็จะทำให้กระแสไฟฟ้าที่ไหลอยู่นั้นไหลลงดินแทน
9. ไฟฟ้าเกิน หมายถึงการใช้ไฟฟ้าเกินกว่าขนาดของอุปกรณ์ตัดตอนทางไฟฟ้า ทำให้มีการปลดวงจรไฟฟ้า อาการนี้สังเกตได้คือจะเกิดหลังจากที่ได้ เปิดใช้ไฟฟ้าสักครู่ หรืออาจนานหลายนาทีจึงจะตรวจสอบเจอ

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สรุปย่อ

1 โครงสร้างพื้นฐานของอะตอม สสารต่างๆ ที่เราพบอยู่ทั่วไปนั้น ถ้าพิจารณาลงไปถึงส่วนประกอบขนาดเล็กที่ประกอบกันเป็นสสารนั้นแล้ว จะพบว่าประกอบด้วยโมเลกุล ซึ่งโมเลกุลเป็นส่วนประกอบที่เล็กที่สุดของสารและยังแสดงสมบัติของธาตุนั้นอยู่ได้ ในแต่โมเลกุลจะประกอบด้วยส่วนที่เล็กลงไปอีกเรียกว่าอะตอม จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ทำให้ทราบว่าอะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสที่อยู่เป็นแกนกลางของอะตอม และมีอิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียสนั้น ภายในนิวเคลียสยังประกอบไปด้วยอนุภาคของโปรตรอนและนิวตรอนอยู่รวมกัน อิเล็กตรอนที่โคจรอยู่รอบนิวเคลียสนั้นเป็นลบ ส่วนโปรตรอนมีประจุเป็นบวก นิวตรอนที่อยู่ในนิวเคลียสมีประจุเป็นกลางทางไฟฟ้า โดยปกติแล้วอะตอมของธาตุต่างๆ จะเป็นกลางทางไฟฟ้า ในธาตุเดียวกันอะตอมของธาตุนั้นจะมีจำนวนโปรตรอนและอิเล็กตรอนเท่ากัน 2 สารกึ่งตัวนำ (semiconductor) คือ วัสดุที่มีคุณสมบัติในการนำไฟฟ้าอยู่ระหว่างตัวนำและฉนวน เป็นวัสดุที่ใช้ทำอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ มักมีตัวประกอบของ germanium, selenium, silicon วัสดุเนื้อแข็งผลึกพวกหนึ่งที่มีสมบัติเป็นตัวนำ หรือสื่อไฟฟ้าก้ำกึ่งระหว่างโลหะกับอโลหะหรือฉนวน ความเป็นตัวนำไฟฟ้าขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ และสิ่งไม่บริสุทธิ์ที่มีเจือปนอยู่ในวัสดุพวกนี้ ซึ่งอาจเป็นธาตุหรือสารประกอบก็มี เช่น ธาตุเจอร์เมเนียม ซิลิคอน ซีลีเนียม และตะกั่วเทลลูไรด์ เป็นต้น วัสดุกึ่งตัวนำพวกนี้มีความต้านทานไฟฟ้าลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะตรงข้ามกับโลหะทั้งปวงที่อุณหภูมิ ศูนย์ เคลวิน วัสดุพวกนี้จะไม่ยอมให้ไฟฟ้าไหลผ่านเลย เพราะเนื้อวัสดุเป็นผลึกโควาเลนต์ ซึ่งอิเล็กตรอนทั้งหลายจะถูกตรึงอยู่ในพันธะโควาเลนต์หมด (พันธะที่หยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอม) แต่ในอุณหภูมิธรรมดา อิเล็กตรอนบางส่วนมีพลังงาน เนื่องจากความร้อนมากพอที่จะหลุดไปจากพันธะ ทำให้เกิดที่ว่างขึ้น อิเล็กตรอนที่หลุดออกมาเป็นสาเหตุให้สารกึ่งตัวนำ นำไฟฟ้าได้เมื่อมีมีสนามไฟฟ้ามาต่อเข้ากับสารนี้
3 สารกึ่งตัวนำไม่บริสุทธิ์ เป็นสารที่เกิดขึ้นจากการเติมสารเจือปนลงไปในสารกึ่งตัวนำแท้ เช่น ซิลิกอน หรือเยอรมันเนียม เพื่อให้ได้สารกึ่งตัวนำที่มีสภาพการนำไฟฟ้าที่ดีขึ้น สารกึ่งตัวนำไม่บริสุทธิ์นี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ สารกึ่งตัวนำประเภทเอ็น (N-Type) และสารกึ่งตัวนำประเภทพี (P-Type)
4. จากการเจือเอาอะตอมของแอนติโมนีเป็นสารเจือปนเข้าไปในผลึกซิลิคอนดู วาแลนส์อิเล็กตรอนของแอนติโมนีเป็นสารเจือปนดูอีกตัวอย่างหนึ่ง ธาตุนี้จะมีอิเล็กตรอน 51ตัวรวมเป็นครอบครัวใหญ่ โดยมีอิเล็กตรอนตามจำนวนในแต่ละชั้นเริ่มจากชั้นในสุดคือ K,L,M,Nส่วนชั้น S,Pของชั้น O ซึ่งอยู่นอกสุดและสามารถมีอิเล็กตรอนได้ 8ตัวนั้นจะมีอิเล็คตรอนอยู่เพียง 5 ตัว ยังขาดอีก 3 ตัว คราวนี้ลองเอาอะตอมของแอนติโมนีเป็นสารเจือปนผสมเข้าไปในผลึกซิลิคอนดู ชั้นนอกสุดของแอนติโมนีจะประกอบรวมเข้ากับชั้นนอกสุดของซิลิคอน ในชั้นนี้มีที่เพียง 8 ที่ ซึ่งจะได้อิเล็คตรอนจากซิลิคอน 4 ตัว และจากอะตอมของแอนติโมนีอีก 5 ตัวจึงมีอิเล็กตรอนเกินมา 1 ตัว อิเล็กตรอนของแอนติโมนีจึงไม่มีที่อยู่อีก 1 ตัว จึงเกิดสภาพที่จะต้องอยู่เฉยๆ ไม่สามารถยึดเกาะกับใครได้ อิเล็กตรอนที่เกินมา 1 ตัวนี้ก็อยากจะกระโดดออกไปที่อื่น เราจึงเรียกสารกึ่งตัวนำที่มีอิเล็กตรอนที่เคลื่อนไหวอิสระเช่นนี้ว่า สารกึ่งตัวนำชนิด N Nนี้คือ Negative ซึ่งหมายถึง ประจุลบของอิเล็กตรอนนั่นเอง
5 เป็นสารกึ่งตัวนำที่เกิดจากการจับตัวของอะตอมซิลิกอนกับอะตอมของอะลูมิเนียม ทำให้เกิดที่ว่างซึ่งเรียกว่า โฮล (Hole) ขึ้นในแขนร่วมของอิเล็กตรอน อิเล็กตรอนข้างโฮลจะเคลื่อนที่ไปอยู่ในโฮลทำให้ดูคล้ายกับโฮลเคลื่อนที่ได้จึงทำให้กระแสไหลได้ดังรูปที่ 10
6 ไดโอด(Diode) ถือเป็น
อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง ที่จำกัดทิศทางการไหลของประจุไฟฟ้า มันจะยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลในทิศทางเดียว และกั้นการไหลในทิศทางตรงกันข้าม ดังนั้นจึงอาจถือว่าไดโอดเป็นวาล์วตรวจสอบแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างหนึ่ง ซึ่งนับเป็นประโยชน์อย่างมากในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ใช้เป็นเรียงกระแสไฟฟ้าในวงจรภาคจ่ายไฟ เป็นต้น
7 ตัวลูกศรเป็นสัญญลักษณ์แทนสารกึ่งตัวนำชนิด P ซึ่งเป็นขั้วอาโนด (ขั้วบวก) ของไดโอด ลูกศรจะชี้ในทิศทางที่โฮลเคลื่อนที่ ส่วนขีดคั่นเป็นสารกึ่งตัวนำชนิด N ซึ่งเป็นขั้วคาโถด (ขั้วลบ) ดังนั้นเราจะสามารถพิจารณาว่า ไดโอดถูกไบแอสตรงหรือไบแอสกลับได้ง่าย ๆ โดยพิจารณาดูว่าถ้าขั้วอาโนดมีศักดาไฟฟ้าเป็นบวกมากกว่าราคาโถดแล้ว ไดโอดจะถูกไบแอสตรง ถ้าขั้วอาโนดมีศักดาไฟฟ้าเป็นบวกน้อยกว่า คาโถดก็แสดงว่าไดโอดถูกไบแอสกลับ 8ไดโอดเปรียบเสมือนความต้านทานตัวหนึ่ง ที่คอยต้านกระแส (I)จากแหล่งจ่ายไม่ให้ไหลผ่านตัวมัน
9 จากรูป แสดงการต่อไดโอดแบบไบอัสกลับ โดยการต่อขั้วบวกของแหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าเข้ากับ n-region และขั้วลบเข้ากับ p-region ของไดโอด การต่อแหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าในลักษณะนี้จะทำให้อิเล็กตรอนอิสระใน n-region ถูกดึงให้เคลื่อนที่ไปยังขั้วบวก ในขณะเดียวกันโฮลก็จะถูกดึงจากขั้วลบเช่นกัน จากเหตุผลดังกล่าวจึงส่งผลให้บริเวณ Depletion Region ขยายกว้างมากขึ้น จนทำให้แรงดันไฟฟ้าภายในมีค่าเท่ากับแรงดันไฟฟ้าของแหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าแต่มีขั้วตรงกันข้าม จึงส่งผลให้ไดโอดไม่นำกระแสไฟฟ้าในที่สุด
10 ความต้านทานในตัวไดโอดพอที่จะแบ่งออกตามชนิดของแรงดันที่ให้กับตัวไดโอด ซึ่งแยกออกเปนความต้านทานทางไฟตรงหรือทางสรรคติกและความต้านทานไฟสลับ
11 การตรวจสอบเจเฟตว่าดีหรือเสียโดยใช้โอห์มมิเตอร์ กรณีที่รู้ตำแหน่งขาแล้วให้ตั้งตำแหน่งการวัดไปที่สเกล R x10 เนื่องจากที่เกตกับซอร์ส และเกตกับเดรนเป็นรอยต่อพี – เอ็นเหมือนไดโอด ดังนั้นถ้าวัดค่าความต้านทานที่เกตกับซอร์ส หรือเกตกับเดรนครั้งหนึ่งแล้วกลับขั้วมิเตอร์ วัดที่ตำแหน่งเดิมอีกครั้งจะได้ ค่าความต้านทานต่ำ หนึ่งค่ากับค่าความต้านทานสูงหนึ่งค่าถ้าวัดระหว่างซอร์สกับเดรนแล้วกลับขั้ววัดใหม่ อีกครั้งจะได้ค่าความต้านทาน เท่ากันทั้งสองครั้งถ้าวัดได้ตามนี้แสดงว่าเจเฟตยังใช้งานได้ในกรณีที่ไม่รู้ขาของเจเฟต และต้องการวัดหาขาของเจเฟตโดยไม่เปิดหนังสือคู่มือโดยวิธีการวัดให้วัดขาเป็นคู่ ๆ (โดยใช่สเกล R x10 เหมือนเดิม) พร้อมทั้งกลับขั้วของมิเตอร์ ถ้าคู่ใดกลับขั้วแล้ววัดได้ค่าความต้านทานเท่ากัน 2 ครั้ง ขาคู่นั้นคือ ขาซอร์สกับขาเดรนโดยขาร่วมเป็นขาเกต ถ้าขาร่วมเป็นศักย์ไฟบวกจากมิเตอร์ แสดงว่าเป็นแบบเอ็นแชนแนล ถ้าขาร่วมเป็นศักย์ไฟลบจากมิเตอร์แสดงว่าเป็นแบบพีแชนแนล แต่ไม่สามารถที่จะแยกได้ว่าขาใดเป็นขาซอร์สและขาเดรน นอกจากจะเปิดดูจากหนังสือคู่มือหรือทดลองให้ไบอัส สำหรับขาซอร์สและเดรนนี้เจเฟตบางตัวอาจใช้สลับกันได้ แต่บางเบอร์ก็มีโครงสร้างที่ไม่สามารถทำเช่นนี้ได้
12 มัลติมิเตอร์ทั้ง 2 แบบนี้มีข้อดี ข้อเสียต่างกัน บางคนชอบแบบเข็มชี้ เพราะว่ามองเห็นการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างชัดเจน ต่างกับแบบดิจิตอลซึ่งตัวเลขจะวิ่ง สังเกตค่าตัวเลขที่แน่นอนได้ยาก ยกเว้น Digital multimeter บางรุ่นที่สามารถอ่านค่าตัวเลขออกมาได้ทันที สะดวกสบายไม่ต้องคำนึงถึงขั้วมิเตอร์ว่าวัดถูกหรือผิดเพราะว่ามีเครื่องหมาย บอกให้เสร็จ ส่วนแบบแอนาลอกจะมีปัญหาเรื่องนี้ และการไม่เป็นเชิงเส้น (Non-linear) ของสเกลด้วย
13 เครื่องวัดดิจตอล มัลติมิเตอร์ จะมีหน้าที่ในการวัดเหมือนกับมัลติมิเตอร์ทุกประการหรือมากกว่า คือ สามารถวัด DC Volte,AC Volte,DC Current,ACcurrent, ค่าความต้านทาน , ความถี่ , ค่าคาปาซิแตนซ์ , ค่าอัตราการ ขยายกระแส( hfe), เช็คไดโอด , ทดสอบความถี่ย่านเสียงแบบต่อเนื่องและการบันทึกค่าที่ทำการ วัดค้างไว้ได้
14 มัลติมิเตอร์แบบตัวเลข (Digital Multimeter, DMM) สามารถวัดปริมาณทางไฟฟ้าได้หลายประเภท เช่นเดียวกับมัลติมิเตอร์แบบเข็ม นอกจากนี้ยังสามารถวัดปริมาณกระแสสลับ วัดการขยายกระแสตรงของทรานซิสเตอร์ วัดความจุไฟฟ้าและตรวจสอบไดโอดได้อีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ฑีฆายุโก โหตุ มหาราชา ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
บริษัท อีสต์เทิร์น เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด
สินค้า/บริการ สินค้า/บริการ >> อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
document.title = ' ' + document.title;document.keywords = ' -. ' + document.keywords;


อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
:: ปลีก-ส่ง ::
ปลั๊ก-แจ็ค ทุกชนิด ราคาถูก จากโรงงานโดยตรง สนใจสั่งซื้อได้ที่ email : sales.th@gmail.com



฿300.00
฿229.00

มัลติมิเตอร์ Sunwa YX-361
รหัสสินค้า : 000051
มัลติมิเตอร์ Sunwa YX-361 เหมาะสำหรับใช้งานทั่วไป เช่น งานซ่อม วัดแรงดันไฟฟ้า ฯลฯ ทนทาน ใช้งานได้ดี...



฿8.00
฿5.00

LED สีขาว ขนาด 5 ม.ม ซูเปอร์ไบร์ ให้ความสว่าง 2-4 แรงเทียน
รหัสสินค้า : 000070
LED สีขาวนวล แบบซูเปอร์ไบร์ (SUPER BRIGHT, ULTRA WHITE ชนิด LENS WATER CLEAR) ขนาด 5 ม.ม, ให้ความสว่...



฿1.50

LED สีแดง เขียว ส้ม ขนาด 5mm. ชนิด Color Transparent Lens
รหัสสินค้า : 000076
LED สีแดง เขียว ส้ม SUPER BRIGHT ขนาด 5 MM • Luminous Intensity : 20 MCD • ชนิด Color Transparent L...



฿2.50

LED สีแดง เขียว ส้ม ขนาด 5mm. ชนิด Water Clear Lens
รหัสสินค้า : 000077
LED สีแดง เขียว ส้ม SUPER BRIGHT ขนาด 5 MM • Luminous Intensity : 440 MCD • ชนิด Water Clear Lens. ...



฿35.00

มอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 3 โวล์ท
รหัสสินค้า : 000056
มอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 3 โวล์ท - เหมาะสำหรับทำโครงงาน ทดลอง - ดัดแปลงใช้ร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์ได้เป็นอย่า...



฿250.00
฿200.00

แผงแสดงตัวเลขเอนกประสงค์ขนาดใหญ่
รหัสสินค้า : 000081
7-SEGMENT JUMBO DISPLAY แผงแสดงตัวเลขอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ โดยรับสัญญาณควบคุมเป็น TTL LOGIT 0-5V 8 เส...



฿10.00
฿8.00

กระบะถ่านขนาด AA จำนวน 2 ก้อน
รหัสสินค้า : 000079
กระบะถ่านขนาด AA จำนวน 2 ก้อน

อุปกรณ์อิเ